นักเดินทางชื่อโจ้
By ต่อพงษ์(เทปห่วย)
เกือบ
6 ปีที่แล้วครั้งแรกที่ผมได้คุยกับ โจ้ อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ ก่อนเข้าห้องออกอากาศ
"รายการเสียงแห่งคลื่นลูกที่ 3" รายการของ "โครงการวิทยุผู้จัดการ"
ที่คลื่น 97.5 เอฟเอ็ม ตอนราวๆ เที่ยงคืน ผมจำได้ว่า ทักกับเขาเป็นครั้งแรกด้วยประโยคง่ายๆว่า
เสียงแบบนี้เคยร้องเพลงลูกทุ่งมาก่อนหรือเปล่า
โจ้ตอบอายๆ ว่า เคยครับ ผมชอบเพลงของ "ศรเพชร ศรสุพรรณ" กับ "ยอดรัก
สลักใจ" เพราะผมเป็นคนบ้านนอก ลูกคอก็ได้จากการร้องเพลงลูกทุ่งเหล่านี้แหล่ะครับ
ผมคุยกับเขาถูกคอ ยังถามเขาเลยว่า อย่างนี้เวลาร้องเพลงร็อคแล้วไม่ขัดหรือไง
เพราะ ตอนนั้นพอสพึ่งจะวางอัลบั้ม Push Me Again ไปไม่ถึงสองสัปดาห์มั้ง
เป็นช่วงเวลาที่เพลง "ที่ว่าง" กำลังเริ่มจะเป็นที่รู้จัก
โจ้บอกว่า "เพื่อนด่าครับ เพื่อนด่าเลยว่า ลูกคอมันฟุ่มเฟือยเกินไป
คือผมอยากจะทำให้มันไพเราะมากๆ แต่รู้สึกว่ามันจะไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่นัก
ก็เลยได้แต่เก็บลูกคอหลายๆชั้นไว้ในใจ เอาไว้มีโอกาสเดินทางครั้งใหม่
อาจจะได้งัดมันขึ้นมาใช้บ้าง"
ผมสงสัยว่ามันเกี่ยวกับการเดินทางอย่างไร โจ้ก็เล่า ด้วยเสียงพูดเหน่อๆแหบๆ
ว่า ชีวิตของเขาเหมือนการเดินทาง จากเด็กบ้านนอกที่อุทัยธานี เข้ามาเรียนกรุงเทพที่เทคโนพระจอมเกล้า
จบวิศวะ จู่ๆ ก็ไปประกวดร้องเพลงโค้ก ได้เดินทางไปเข้าแคมป์ดนตรี
พบกับเพื่อนๆ วงพอส จนกระทั่งได้มาออกอัลบั้ม มันเหมือนกับการเดินทางเป็นช่วงๆ
ถึงที่หมายหนึ่ง แล้วก็ไปต่อ ไปเรื่อยๆ แบบนี้
คืนนั้น โจ้ และ วงพอส ร้องเพลงให้ผมฟัง 4 เพลง เจ้าตัวบอกอายๆตามประสา...ซึ่งผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่า
ทำไมเขาต้องทำท่าอายขนาดนั้นด้วย ทุกครั้งที่โจ้พูดว่า เพลงนี้ผมอาจจะร้องไม่ดีนัก
เพราะว่า....เหตุผลสารพัดครับ ไม่ว่าจะเป็นผมไปตะโกนมาในงานหนึ่ง
ผมไปดูบอลมา ผมไปอะไรสารพัดของเขา ...แต่ที่แน่ๆ ผมไม่รู้สึกว่า
เขาร้องเพี้ยน หรือ ร้องแตกต่างไปจากที่มีอยู่ในอัลบั้ม
ใครไม่ทราบเรียกเขาว่า เป็น "นักร้องเสียงมหัศจรรย์" คำๆนี้ไม่ต้องใช้เวลานานในการพิสูจน์
มันอาจจะฟังดูเว่อร์เกินไปในความรู้สึกของหลายคน แต่ถ้าคุณได้มีโอกาสฟังเพลง
"ยื้อ" ที่บอยด์ โกสิยพงศ์ แต่ง และเขาร้อง ผมคิดว่าคงไม่มีคนแย้งกับฉายานี้สักเท่าไหร่
ทั้งลูกลงต่ำ มุดขึ้นสูง ไปจนกระทั่งเสียงที่พีคสุดๆในเพลง ผมยังบอกเขาเลยว่า
ทำไมคุณบอยด์ถึงได้ทารุณอย่างนี้ โจ้บอกว่า เขาอยากจะพิสูจน์ว่าเขาทำได้ทุกอย่าง
มันเหมือนกำแพงที่ต้องปีนข้ามให้ได้ เพราะเมื่อร้องเพลงนี้เสร็จ
ก็แปลว่า เราจบหลักสูตรของการเป็นนักร้องที่แท้จริงแล้ว
ซึ่งผมเชื่อว่าเขาเป็นนักร้องที่แท้จริง
ก็บอกเขาว่า นายแน่มาก โจ้บอกขอบคุณครับ นี่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ในแบบนักเดินทางที่ผมตามหา
เพื่อให้ความรู้สึกซับซ้อนขึ้น รับรู้หลายสิ่งหลายอย่างมากขึ้นเพื่อการร้องเพลงที่จะต้องไม่หยุดนิ่งในอนาคต
เขายังบอกถึงเพลง "ธาราธัต ธีรวัฒน์" ว่า เพลงนั้นเขาถอดใจร้องในด้านของคนตาย
เขาร้องด้วยความรู้สึกของคนที่ตายไปแล้ว ผมยังถามเขาเลยว่า จะไปรู้ได้ยังไงประสบการณ์ของคนตาย
เขาบอกว่า ไม่แน่เหมือนกัน เพราะ เขาอ่านหนังสือหลายเล่ม รวมทั้งศึกษาการเขียนเนื้อร้องของพวกวงเดธ
เมทัล อีกด้วย
อืมม์ ถ้าอย่างนั้น นายก็นับว่าเป็นนักเดินทางมือหนึ่งเหมือนกัน...ผมบอกเขา
เราสนทนากันถึงตีสอง จากเดิมที่คาดว่าจะคุยกันแค่ชั่วโมงเดียว ตามปรกติรายการนั้นซึ่งเปิดเพลงร็อคไปจนกระทั่งถึงเฮฟวี่
เมทัล มักจะมีแฟนๆโทร.มาบ่นกันเสมอว่า ทำไมไม่เปิดเพลงซะทีคุยกันอยู่ได้
แต่ปรากฏว่าคืนวันนั้นไม่มีใครโทร.มาบ่นเลยแม้แต่คนเดียว
หลังจากนั้นเราเจอกันบ้างตามงาน แต่ก็แค่ทักทายว่า เป็นยังไงบ้างอะไรทำนองนี้
ไม่เคยเจอะกัน คุยกันยาวๆ แบบนั้นอีก จนกระทั่งครั้งล่าสุด ที่ผมเห็นเขาทางโทรทัศน์
ในสภาพที่ไม่มีทางที่จะจินตนาการได้ก่อนหน้านี้เลยว่าจะมีวันนี้
คราวนี้เราไม่ได้คุยกันเลย ไม่มีโอกาสทัก เพราะ เป็นการสื่อสารทางเดียวที่ทำให้เรารับรู้ว่า
เขาจากไปแล้วด้วยมือของเขาเอง
ผมไม่แน่ใจว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้เขาต้องทำเช่นนั้น
แต่ถ้าคิดในทางที่ดี ครั้งนี้อาจจะเป็นการเดินทางเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ
ของเขา ที่ไม่มีใครมารั้งหรือหยุดยั้งเขาได้อีกแล้ว
และเขารู้ด้วยครับว่า เขาจะเดินทางไปที่ไหน...
"ต่อพงษ์
เศวตามร์"
คัดมาจาก http://www.manager.co.th/Entertainment/EntView.asp?NewsID=1623344200848
|