![]() |
![]() |
|
From The Boy
ภาพจากหนังสือ The Boy ปี1998 (คลิ๊กบนภาพเพื่อดูภาพขยาย) ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่เด็กผู้ชายหรือแม้แต่เด็กผู้หญิงสักคน จะหยิบดินสอหรือปากกาขึ้นมาขีดเขียนรูปหุ่นยนต์ เครื่องบิน ยานอวกาศ การ์ตูน หรือฮีโร่ในดวงใจ..ซึ่งเป็นความฝันของเด็กที่อยากจะได้ หรืออยากจะเป็น เหมือนกับภาพที่ถูกวาด.. และจากจุดนี้เองที่ก่อให้เกิดความชอบและรักในการวาดภาพในเวลาต่อมา..ซึ่ง อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ หรือพี่โจ้(PAUSE) ก้อเคยเป็นหนึ่งในเด็กผู้ชายเหล่านั้น ถึงแม้จะเป็นคนที่ชอบวาดรูปตั้งแต่เด็ก แต่พี่โจ้ก็ไม่ได้เลือกเรียนทางด้านศิลปะ ด้วยไม่เคยคิดว่าจะวาดไปโชว์ใคร หรือต้องวาดนั่งเพื่อเอาไปส่งใคร จึงไม่ได้เลือกเรียน และสำหรับภาพแรกซึ่งเป็นหนึ่งในสองผลงานที่พี่โจ้หยิบเอามาให้เราดูนั้น เป็นงานลายเส้นที่เจ้าตัวถนัด.. "ส่วนใหญ่ผมจะใช้ดินสอนะ ดินสอกดธรรมดานี่แหละ เพราะมันเป็นอุปกรณ์การศึกษา ตั้งแต่ตอนเรียนพระนครเหนือ ขีดๆเขียนๆไปเรื่อย อย่างภาพนี้เป็นภาพที่ผมเคยเห็นในวัยเด็กเป็นภาพของศิลปินท่านหนึ่งถ่ายไว้ คือผมไม่สามารถบอกได้ว่าคิดเอง..ละอายใจ(ยิ้ม)เพิ่งวาดได้ไม่นานนี้เอง แต่ตอนแรกที่ผมวาด..มันเกิดความเบี้ยว ไม่เป็นรูปที่มีความเป็นสามมิติ ก็เลยให้เพื่อนมาช่วยสอน ผมตั้งชื่อภาพว่า ONE WAY ความหมายของมันก็คือ.. สุดท้ายของมนุษย์ทุกคนจะต้องไปจบที่ป้ายนี้ มันไม่มีทางเลยที่จะย้อนกลับมาได้ ไปแล้ว..ไปเลย" เวลาว่างจากงานดนตรีที่พี่โจ้รัก คือช่วงที่ใช้ในการวาดรูป ซึ่งส่วนใหญภาพที่ปรากฏรูปจากปลายดินสอของเค้า จะสะท้อนความคิดในช่วงเวลานั้นๆ "อย่างที่ผมเคยคิดว่า หลังจากยุคสงครามนิวเคลียร์ผ่านไปแล้วเนี่ย คนเราจะเป็นอย่างไรบ้างซึ่งอาจจะไม่สามารถขึ้นมาอยู่บนพื้นพิภพได้ แต่อาจจะต้องอยู่ใต้ดิน ฉะนั้น เมื่อเมื่อลงไปอยู่ใต้ดินที่มีแสงน้อย ตาก็อาจเล็กลงเพราะใช้ประโยชน์น้อยลง แต่ต้องใช้หู ใช้จมูก ใช้ปากมากขึ้น ฉะนั้น หู จมูก ปาก มันก็จะใหญ่ขึ้น หัวจะโต..ภาพที่ออกมาก็จะเป็นตามลักษณะของคนตามที่ผมคิด" และภาพที่สื่อถึงความคิดของตัวเองในช่วงเวลานั้นๆได้มากที่สุดก็คือภาพสีน้ำมัน..ซึ่งเราเห็นครั้งแรกก็อดแปลกใจไม่ได้ เพราะในตอนแรกพี่โจ้บอกว่าถนัดลายเส้นมากกว่า แต่ภาพสีน้ำมันที่อยู่ตรงหน้าเราสวยเอาการทีเดียว "ภาพนี้เนี่ยถ้าให้ผมวาดคนเดียวคงไม่สามารถวาดสวยขนาดนี้ เพราะส่วนใหญ่ผมจะวาดลายเส้น แต่รูปนี้ลงสี่น้ำมันด้วยซึ่งภาพนี้ก็เป็นผลงานร่วมระหว่างเพื่อนผมคนหนึ่ง คือคุณสิทธิศักดิ์ ตรีศร เป็นเพื่อนซี้กับผมมาก ขอท้าวความนิดนึงครับ ตอนที่น้องผมตาย.. ผมไม่อยากร้องไห้ให้ใครเห็นก็เลยมานั่งร้องกับเค้าสองคน อีกหนึ่งเดือนต่อมาน้องชายเค้าก็ตายตาม ซึ่งมันก้อ.. คือเรามีอะไรเหมือนๆกันน่ะครับ มีชีวิตที่คล้ายๆกัน ..ผมเริ่มพูดมากอีกแล้วล่ะ(หัวเราะ) ภาพจากหนังสือ The Boy ปี1998 (คลิ๊กบนภาพเพื่อดูภาพขยาย) ......กลับเข้าเรื่องรูปต่อดีกว่า คือผมเคยเห็นรูปลิงสามตัวที่ปิดตา ปิดปาก ปิดหู ลิงสามตัวนั้นมีความหมายว่าไม่อยากเห็น ไม่อยากพูด ไม่อยากฟัง จะดีกว่า.. แต่ผมกลับคิดว่าปัจจุบันนี้.. (กอไก่สระอู)อยากพูดน่ะ แต่ก็ถูกทำไม่ให้พูด ไม่เห็น เราถูกปิดกั้นไม่ให้ได้รับรู้สิ่งที่ถูกต้อง ไม่ได้รับรู้ในความเป็นจริง ก้อเลยมีอะไรมาทิ่มแทงอยู่ตะปูพวกนี้มันคือความเจ็บปวด คือเราอยากจะทำทั้งสามสิ่งนั้น แต่ถูกสังคมห้ามไม่ให้ทำ.. ซึ่งมันก็จะเป็นในด้านตรงกันข้ามกับลิงสามตัวนั้นนี่มันไม่ใช่หนังไซ-ไฟนะ แต่ดูแล้วเหมือนใช่ไหม(หัวเราะ)" เมื่อถามถึงผลงานชิ้นอื่นๆที่เคยวาดไว้นอกจากสองภาพที่เอามาให้เราดูในวันนี้.. ......"ก็ติดอยู่ตามข้างฝาในห้องนอนน่ะครับแต่ที่หายไปแล้วก้อเยอะ อย่างรูปมนุษย์ในอนาคตที่ผมบอกนั่นก็หายไปแล้วเหมือนกัน คิดว่าแม่บ้านคงขยำทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว เพราะผมไม่ได้วาดแล้วเก็บไว้อย่างดี คือวาดเสร็จแล้วก็จะเอาไปติดๆไว้ตามข้างฝา ซึ่งบางทีมันร่วงอยู่กับพื้น พอแม่บ้านเค้าเข้ามาทำสะอาด เค้าก็ขยำทิ้ง(หัวเราะ)แต่ก็ไม่ได้เสียดายเท่าไหร่" ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะบอกว่าไม่ค่อยเสียดายแต่หลังๆมา..พี่โจ้เค้าก็เริ่มขีดๆเขียนๆลงบนวัสดุอื่นที่รับรองได้ว่า คุณแม่บ้านจะไม่สามารถขยำทิ้งได้แน่นอน.. ......"เขียนบนกำแพงเลยครับ เพราะถ้าเขียนบนกระดาษเดี๋ยวหายอีก กำแพงห้องนี่แหละไม่หายแน่(หัวเราะ)แต่บนกำแพงส่วนใหญ่จะเป็นคำพูดซะมากกว่า คือนึกอะไรได้..ผมก็จะเขียนๆไว้ บางทีก็เป็นคำพูดที่ได้ยินจากคนอื่นแล้วผมชอบก็จะจดไว้ อย่างพ่อเคยพูดกับผมว่า..บางครั้งความหวังอันน้อยนิด ก็สามารถทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้.. ผมฟังแล้วก็รีบขึ้นไปจดไว้ ที่เป็นคำของพระก็มีนะ แล้วก็จะมีที่เขียนบอกตัวเองด้วย เช่นว่า ตอนนี้ผมกำลังสร้างชีวิตที่เป็นอมตะ.. อมตะของผมก็คือ ผมอยากมีชื่อจารึกไว้ให้ลูกหลานได้อ่านต่อไป เมื่อชีวิตผมดับลง.. เริ่มโหดมั้ย(หัวเราะ)ร้องเพลงโคตรหวานเลยเนอะ" นอกจากการวาดรูปและขีดๆเขียนๆบนกำแพงห้องตัวเองแล้ว ยามว่างพี่โจ้ก็ยังประดิษฐ์ของกระจิ๊กกระจ๊อย(พี่เค้าเรียกอย่างนี้เองนะ)เล็กๆน้อยๆอีกด้วย แล้วก็ทราบมาว่าพี่โจ้เก็บผมของตัวเองไว้ เห็นว่าจะทำสร้อยผม ก็ไม่ทราบว่าตอนนี้ได้ทำแล้วหรือยัง ......"ยังเลยครับ เพราะยังไม่มีเป้าหมายจะทำให้ใคร(ทำให้ตัวเองก็ได้นี่คะ) ไม่ไหวมั่งครับ(หัวเราะ)เพราะเพื่อนผมเคยบอกว่ามันมีอาถรรพณ์ คือพวกที่เรียนศิลปะเนี้ย เค้าห้ามวากรูปตัวเอง หรือทำอะไรเพื่อตัวเอง จริงๆ ผมไม่ค่อยถือนะ แต่มีอยู่ครั้งนึง..ผมเคยปั้นรูปให้แฟน แต่ก็ไม่ได้ปั้นคนเดียวหรอกมีเพื่อนมาช่วย..คนเดียวกับคนที่ช่วยวาดรูปนั่นละ ซึ่งเพื่อนมันก็อยากเตือนเหมือนกันว่าทำแล้วมันไม่ดี..มันเป็นรางร้าย แต่มันไม่กล้าพูดแล้วมันมาบอกผมเมื่อสาย(หัวเราะสะใจ) เรื่องมันออกจะน่าเศร้า ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าตัวจะยังหัวเราะได้สบายใจอย่างนี้ เห็นทีที่เค้าว่าศิลปะนั้นช่วยหล่อหลอมเกลาจิตใจคนได้จะเป็นจริง ......"ผมว่ามันสนุกดีนะครับ กับการให้แง่คิดกับตัวเอง อย่างรูปๆนึงเนี้ย มันอาจจะใช้เวลาในการวาดมาก แต่ความหมายของมันอาจจะแค่สั้นๆเอง อย่างเช่น..จุดสุดท้ายของทุกคนคือความตาย นี่คือความหมายของภาพนี้ แต่ถ้าเกิดเป็นการเขียนเพลง การเขียนกลอน หรือการเขียนคำคมอะไรพวกนี้ มันอาจจะประมาณสองบรรทัด แต่ตอนวาด..ผมว่ามันให้ความรู้สึกลึกซึ้งมากกว่า มันก็เหมือนเพลงที่ต้องมีดนตรีประกอบนั้นละครับ ......"ผมว่าศิลปะมันสื่อความหมายของจิตใจออกมาได้หลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นศิลปะด้านการแสดง การร้องเพลง การเขียน การวาดรูป การพูด ทุกอย่างเป็นศิลปะหมด แล้วก็สื่อถึงความคิดความรู้สึกในใจได้ทั้งนั้น มันจะออกมาจากตัวเจ้าของงาน แต่จนถึงตอนนี้ ผมก็ยังไม่สามารถเรียกตัวเองว่าศิลปินได้ ผมเรียกตัวเองได้แค่นักร้องแค่นั้น เพราะมันต้องมากกว่านั้น ถึงจะเป็นศิลปินได้ คือการเป็นศิลปินได้ได้เนี้ยต้องเอาสิ่งที่เป็นตัวเองออกมาให้ได้มากที่สุด มันต้องออกมาจากใจให้ได้ก่อน เข้าใจยากนะ.. แต่หาคำพูดที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว(ยิ้ม) อีกอย่างก็คือ นอกจากนี้ทำให้ตัวเองแล้ว คนที่จะเป็นศิลปินได้ก็ควรที่จะต้องทำให้คนอื่นด้วย ไม่ใช่เก่งชิปเป๋ง แต่เอาแต่ตัวเอง ไม่เอาคนอื่นเลย อย่างนั้นก็คงเป็นศิลปินไม่ได้" และสำหรับคนที่ชอบและรักในงานทางด้านศิลปะ..
......"ก็ใช้เวลาว่างๆที่มีนะครับ แล้วก็เขียนมันออกมา เพราะจริงๆแล้วอย่างฮิตเลอร์เนี้ย เค้าก็เป็นจิตรกรคนหนึ่งเหมือนกัน โดยที่เค้าใช้เวลาหลังจากที่ฆ่าคนตายมาแล้วเนี้ย(หัวเราะ)มานั่งวาดรูป ซึ่งมันก็เป็นอีกด้านหนึ่ง ผมเองก็มีมุมนึงที่อยากวาดรูป ..ซึ่งถ้าไม่เข้าใจภาพของผม ก็โทรมาถาม.. เจ้าของคอลัมน์ได้ครับ(อ้าว) (หัวเราะ)เดี๋ยวเค้าอธิบายให้ฟัง เพราะถ้ามาคุยกับผม..ยาวแน่(หัวเราะ)"
|
|
|
Maintained by: pausemania |