รายงานพิเศษจากผู้สื่อข่าวเฉพาะกิจ

ค่ำวันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม 2544 ที่ร้าน SAXOPHONE อนุสาวรีย์ชัย

วันนี้เราบุกไปถึงร้าน SAXOPHONE เพื่อพูดคุยกับพี่นอผู้รั้งตำแหน่งหัวหน้า และผู้จัดการวง PAUSE พอไปถึงก็ได้รับข่าวดีว่าพี่บอสคนที่เราตามล่าอยู่ จะเข้ามาสมทบตอนดึก ๆ

ช่วงแรกเป็นการพูดคุยกันถึงรายละเอียดอัลบั้มเดี่ยวของพี่นอ เพื่อน ๆ สามารถเข้าไปอ่านได้ในส่วนที่linkเอาไว้ เราเริ่มจุดประเด็นด้วยคำถามที่ว่า

news : ทำไมพี่นอถึงมาออกอัลบั้มเดี่ยว ?
พี่นอ : คือเราอ่านหนังสือเกี่ยวกับนักดนตรีฝรั่ง แล้วเห็นวิธีการทำงานของเขา เขาจะไม่อยู่วงใดวงหนึ่ง จะเห็นว่ามัน free เราสามารถทำอย่างนั้นได้ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่รัก PAUSE แต่ถ้าพี่เล่นกับ PAUSE พี่ก็จะเจอนักดนตรีอยู่แค่สามสี่คน เรายังไม่เก่งถึงขนาดที่ว่าเราต้องอยู่กับวงนี้เท่านั้น รู้สึกว่าตัวเองยังอยากเรียนรู้กับนักดนตรีคนอื่นอีก มันจะดีกว่า เคยเจอนักดนตรีรุ่นพี่เขาสอนว่าลองแยกกันไปเจอคนอื่นบ้าง แล้วกลับมาเจอเพื่อน ๆ จะรู้สึกว่าต่างคนต่างพัฒนากันขึ้น และอีกอย่างถ้าพูดถึงเรื่องปากท้อง ถ้าพี่ไม่ทำอะไรทำPAUSEอย่างเดียวก็ตาย เพราะPAUSEไม่ใช่วงดนตรีที่ดังถึงขั้นว่าออกเทปแล้วอยู่ได้ พูดจริงเลย เพราะเทปไม่ใช่จะขายดี อย่างevoก็เจ๊ง

news : PAUSE มีแนวทางในการทำเพลงเป็นแบบไหน?
พี่นอ : ใช่มีคนโพสต์ เข้ามาใน cafe ของ web site ว่า สับสนในแนวทางหรือแนวดนตรีของ PAUSE ก็อยากขออธิบาย เพราะจริง ๆ แล้วถาม PAUSE เป็นวงดนตรีแบบไหน ทุกคนในวงก็ตอบได้เลยว่า ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าแยกกันไปแต่ล่ะคนเนี่ย ทุกคนจะชอบดนตรีไม่เหมือนกันตั้งแต่แรก ไม่เหมือน Silly Fool วงเพื่อนพี่เอง ที่วงเขาจะชอบแนวเดียวกัน ทำดนตรีแบบเดียวกัน แต่ PAUSE จะไม่ใช่แบบนั้น ตอนแรกคิดว่ามันเป็นจุดด้อย แต่จริง ๆ กลับมาคิดดูอีกที นี่ล่ะเป็นจุดเด่นที่ทำให้ PAUSE รู้สึกหลากหลาย เราอาจจะทำได้ไม่ดีสักแนว แต่นี่คือจุดเด่นของเราเอง โจ้เป็นนักร้องเพลงป๊อบ ทุกคนรู้ทุกคนยอมรับทื่โจ้ร้องเพลงป๊อบ บอสตีฟังค์ ผมเล่นแจ๊สมาก่อน ส่วนเอเป็นร๊อค ถามหน่อยว่าถ้ามารวมกันสี่คนแล้วยึดแนว ถ้าเป็นร๊อคก็ถูกใจเอคนเดียว ถ้ายึดแบบชุด mild ก็ถูกใจผมคนเดียวหรือว่าถ้าจะเล่นฟังค์ก็โดนบอสคนเดียวอีก ถ้าเป็นป๊อบก็โดนหาว่าทำเพลงเอาใจตลาดใช่ม่ะ เราก็เลยมีสิทธิ์ที่จะคิดทำโน่นทำนี่ มีอะไรใหม่ ๆ ก็จะเสนอ ตอนทำชุด push me again ยังไฟแรง พึ่งจบการศึกษาก็เล่นร๊อค ตามลักษณะของอายุ ช่วงนั้นalternativeดังเราก็อย่างจะเล่นร๊อค ช่วงนั้นวงอะไรดังเราก็ได้รับอิทธิพลแบบนั้น พอมาชุดEvo&Nova เราเริ่มสนใจเสียงดีไซด์เซอร์ กับsound track ประกอบหนัง แล้วก็ชอบวงเจมี่โลไคว ก็เริ่มมีการเอาเสียงนี้เสียงนั้นมาปนกัน เราอาจจะทำได้ยังไม่เก่งเท่าไร แต่ก็เป็นอีกก้าวหนึ่งที่เราคิดว่าพัฒนามาจาก push me again แต่พอมาถึงชุดmild ช่วงนั้นเอ fade out ออกจากวง อาจจะเป็นเหตุผลที่เขาอยากจะบวช หรืออะไรก็แล้วแต่ พอไม่มีมือกีตาร์มันก็ไม่เป็นร๊อค ผมก็ต้องให้พี่โอ๋ช่วย จริง ๆ แล้วชุด mild พูดได้เลยว่าเป็น project ของผม ผมคุยกับโจว่าทำอะคูสติกเล่นกันไหม ช่วงที่ PAUSE ยังไม่ออกเทป ทำอะคูสติกแบบว่าเล่นสนุก ๆ นะ แต่ทำไปทำมาบอสมาjoinด้วย เอก็เข้ามาjoinด้วย ก็เลยยาวกลายเป็นชุดที่สามไปเลย ก็เลยทำเป็นอัลบั้มเต็มไปเลย จริง ๆ แล้วกะทำเป็นอะคูสติกคั่นเวลาเฉย ๆ พอออกมามันก็ไม่เสียหายอะไร เพราะว่าเราก็ชอบกัน

news : ใช่ คนชอบชุดนี้กันมาก
พี่นอ : อาจจะเป็นเพราะว่าแนวเพลงคนรับง่าย จริง ๆ แล้วพี่ไม่ได้หมายความว่าทำเพลงช้าออกมาแล้วจะดัง เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า PAUSE ทำเพลงแบบไหนแล้วจะดัง โอเคเพลงช้าอาจจะดัง ที่ว่าง เพราะคนชอบเสียงโจ แต่เพื่อนนักดนตรีก็ยังชอบที่จะเล่นเพลงเร็วอยู่ บางคนก็บอกว่าชุด mild เหมือนธีร์ ไชยเดช แล้วเอาโจ้มาร้องแค่นั้น แต่ว่าไม่ใช่หรอก ลองเอาธีร์ ไชยเดชมาร้องเพลงกอดหมอนดิ คนละเรื่องกัน

news : ลักษณะการทำเพลงของPAUSE เป็นยังไง ?
พี่นอ : จริง ๆ แล้วตอนทำเพลงเนี่ยจะมีอยู่หลายอย่างเช่น ประเภทหนึ่งคือ บอสมีเพลงมา พี่มีเพลงมา เอมีเพลงมา ที่แต่งส่วนตัวเอาไว้ แล้วเอามาให้เพื่อนช่วย arrange แต่อย่างที่สองคือแต่งร่วมกัน อย่างชุด mild เพลงที่แต่งร่วมกันคือ กอดหมอน อยู่ในห้องซ้อม และเล่นกีตาร์แล้วแจมกันไปเลย ถ้าเพลงที่พี่แต่งมาเอง ก็อย่างเพลงเหงา อย่ากลัวเสียก่อน อย่างบอสก็จะมีเพลงเปล่า ๆ อย่างเอก็จะแต่งเพลงบางสิ่ง ที่ว่าง อะไรเงี้ยที่มาช่วยกันทำ จะมีสองอย่างคือเพลงที่เกิดจากการแจม และเพลงของแต่ละคนเพื่อน ๆ ถ้าอย่างเป็นชุด push me again ก็จะเป็นเพลงแบบแจมเยอะ เพราะทำเพลงแบบเป็นวง โดยที่ถ้าเป็นเพลงของใครคนนั้นก็จะเป็นหลักในการตัดสินใจ ถ้าเป็นเพลงเปล่า ๆ ในห้องอัดบอสก็จะเป็นคนตัดสินใจ เพราะเขาเป็นคนแต่ง อย่างเพลงอย่ากลัวเสียก่อน พี่เป็นคนแต่ง พี่ก็จะเป็นคนตัดสินใจว่าจะเอายังไง โดยมีเพื่อนมาช่วยarrange คือเพลงไหนคนนั้นเป็นคนแต่งก็จะเหมือนเป็นกึ่งโปรดิวเซอร์ ไปด้วยเลย เพราะว่าเราเป็นกันเอง แต่ถ้าเป็นเพลงที่แจมกันก็จะช่วยกัน คืออย่างสมมติว่าพี่อัดเบส เอก็จะมานั่งดู เพราะว่ามุมมองของคนเล่นกับคนดูจะไม่เหมือนกัน บอสอัดกลองพี่ก็จะเข้าไปนั่งดูสลับกัน ถ้าโจ้ร้องก็จะเป็นพี่กับเอคอยดูคุมร้องเพี้ยนไหม ตรงนี้น่าจะเอื้อนอีกหน่อยนะ อะไรเงี้ย

news : อยากรู้ว่าชื่อวงใครเป็นคนตั้ง
พี่นอ : เอครับ ก็เราเล่นดนตรี แล้วก็มีเครื่องหมายในโน๊ตดนตรี มันจะมีเครื่องหมาย PAUSE หรือ fermata เหมือนตาไก่ ก็เลยมาเป็นชื่อวง ไม่ได้คิดอะไรมากด้วยว่ามันจะแปลว่าอะไร ตอนแรกจะบอกให้ว่าชื่อวงตอนแรกน่ะ โจ้จะเอาเดอะเยิ้ม ก่อนทำ PAUSE อีก ให้ชื่อเดอะเยิ้ม

news : 555 ดีนะที่ไม่เอา แล้วทำไมคิดจะใช้เดอะเยิ้มล่ะ?
พี่นอ : คงสนุกปากมั้ง และคิดไปคิดมา เปลี่ยนเฮอะไม่ไหว….แต่ว่าถ้าเกิดเอาชื่อนั้นจริง ๆ คงมีโจ้ เดอะเยิ้ม เฮ้อ…ไม่ไหวอ่ะ นอ เดอะเยิ้ม คงจะหล่อกันมาก

ว้าว!!!!และแล้วเขาก็มา…พี่บอส ก็เลยจับมานั่งพูดคุยกันซะเลย

news : ตอนนี้ทำอะไรอยู่?
พี่บอส : ตอนนี้เล่นดนตรีครับ เล่นดนตรีกลางคืน ที่โรงแรมแมนดาลินตรงสามย่าน เล่นทุกวันเลย สองทุ่มจนถึงสามทุ่มครึ่ง เล่นกับพี่ซี มือกีตาร์วงโยคีเพลย์บอย ก็เล่นเพลงแบบทั่ว ๆ ไป

news : นอกจากเล่นดนตรีกลางคืนแล้ว ช่วงกลางวันทำอะไรอีกหรือเปล่า ?
พี่บอส : ตอนนี้เปิดโรงเรียนสอนดนตรีนะครับ ชื่อโรงเรียนดนตรีคีตศิลป์ มี พี่นอ เป็นหุ้นส่วนด้วย[เฮ้ย…(เสียง พี่นอ)] แต่ตอนนี้ยังไม่จ่ายตังค์ แล้วก็เพื่อน ๆ อยู่ซอยลาซาล สอนทั่วไปครับพวกเปียโน กีตาร์ไฟฟ้า กีตาร์คลาสสิก กลอง เบส ส่วนใหญ่เป็นครูจาก มศว.ประสานมิตร เบอร์โทรที่โรงเรียนครับ 02-7487035 เปิดทั้งดนตรีไทย ดนตรีสากลเลยครับ เพิ่งเปิดเองครับ เปิดได้อาทิตย์เดียวเอง พึ่งเริ่มทำ ผมสอนกลอง กับเปียโนเด็กเล็ก แล้วก็จะมีห้องซ้อมด้วย

news : พี่ช่วยยืนยันหน่อยเรื่องยุบวง เพราะคนอื่นเขาออกมายื่นยันกันหมดแล้วอ่ะ
พี่บอส : ยังอยู่ครับยังอยู่ ยังกอดคอกันอยู่

news : ทำไมเลือกเล่นกลอง ?
พี่บอส : โอ๊ย…ใจรักมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ตอนอยู่ประสานมิตรเอกsaxophone ที่เล่นกลองเพราะพี่ชายคนโตเป็นมือกลอง สมัยเด็ก ๆ เราอยู่ต่างจังหวัด พี่ชายเป็นนักดนตรี เวลาที่เขาออกงานเราก็จะตามเขาไปดู มันก็ติดใจมาเรื่อย ๆ ตอนนี้พี่ชายเขาเลิกตีกลองไปนานแล้ว แต่ว่าที่มาเป่าแซก เพราะว่าตอนสอบเอนทรานซ์ไม่มีสอบวิชากลองชุด อาจารย์ที่โรงเรียนก็เลยบอกมาเล่นแซก ช่วงนั้นเล่นตอนช่วงม.4 ถึงม.6 แล้วก็เอนทรานซ์ เอนทรานซ์เข้ามาแล้วช่วงแรกก็เล่นแซกอยู่ดี ๆ น่ะครับ พี่นอเขาก็มาชวนให้ไปตีกลอง เออ…ก็เลยหันมาทางกลองอีกครั้ง

news : พี่บอส เป็นคนแต่งเพลงเปล่าใช่ไหม ?
พี่บอส : ใช่ครับ คือเรื่องมันเกิดมาตอนขับรถกลับบ้าน แล้วก็เจอพวกนักเลงขับรถปาดหน้า ปาดไปปาดมา แล้วก็ด้วยความที่เราเป็นคนใจร้อนเหมือนกัน เราก็บีบแตรแล้วก็เปิดไฟใส่ แล้วพวกนักเลงเขาก็จะเลี้ยวไปอีกทางนึง ก่อนไปเขาก็หมุนกระจกออกมาแล้วก็ชี้นิ้วให้เรา ยกนิ้วกลางให้ เราก็เลยโอเคกลับบ้าน ตอนแรกโมโหมาก พอ กลับบ้านไปก็นั่งสักพัก พอใจเย็นขึ้นก็มาแต่งเพลงนี้ เปล่า ๆ บอกว่าคนเรามันมีหลายชนิดมีหลายความคิดไม่ต้องเอามาคิดให้เสียอารมณ์เปล่า ๆ พอไปหลัง ๆ ก็เริ่มมีไอเดียอื่นเข้ามา หลังจากท่อนตรงนี้เสร็จ ท่อนฮุคของมันจะเป็นลักษณะคือ เราจะทำอะไรก็แล้วแต่ไม่ต้องไปสนใจ เราทำอะไรก็เพื่อตัวเราเอง จุดหมายของเราจะทำอะไรก็ทำให้ถึงจุดนั้นให้ได้

news : แล้วเพลงคือเหตุผลล่ะ ?
พี่บอส : แต่งวันเดียวเองเพลงนี้

news : แล้วแต่งให้ใครล่ะ…อิอิ ?
พี่บอส : นั่นแหละ(ยิ้มยิ้ม) ง่าย ๆ ครับ แต่งง่าย ๆ ง่ายดี พี่แต่งวันเดียวเอง

news : แล้วเวลาแต่ง แต่งทำนองหรือเนื้อร้องก่อน?
พี่บอส : ส่วนใหญ่จะแต่งไปพร้อม ๆ กัน ทำนองกับเนื้อร้องมาพร้อม ๆ กัน เพราะว่าพี่เล่นดนตรียังงี้ กีตาร์เล่นไม่เป็น จะเล่นคอร์ดได้ก็เล็ก ๆ น้อย ๆ เวลาพี่แต่งเพลงก็จะเล่นคอร์ดไม่ยาก

news : PAUSEจะออกแบบลูกทุ่งมั่งม่ะ?
พี่บอส : ไม่มีครับ ไม่มีอ่ะ

news : อัลบั้มทั้งหมดชอบชุดไหนมากที่สุด ?
พี่บอส : ชุดแรกครับ คือแบบว่ารุ่นใหม่ไฟแรง เป็นอัลบั้มชุดแรกของเรา

news : concept แต่ล่ะชุดเป็นยังไง เพราะแต่ละชุดจะออกมาไม่เหมือนกันเลย
พี่บอส : ใช่คือชุดแรกค่อนข้างที่จะแบบว่าทุกคนเนี่ยมาเจอกันครั้งแรก ต่างคนต่างชอบอะไรอะไรที่ไม่เหมือนกัน เพราะงั้นงานดนตรีที่ออกมา ก็จะเป็นอะไรที่กระจัดกระจายอยู่ ชุดที่สองนี่ความลงตัวของแต่ละคนจะมีมากขึ้น เพราะเริ่มมีconcept ของชุดนั้น ว่าเราจะไปเน้นลักษณะนี้ก็เลยทำให้งานเกาะกลุ่มมากกว่าชุดแรก ชุดแรกจะกระจาย ชุดสองจะเกาะกลุ่ม พอชุดที่สามก็เปลี่ยนไปอีก ชุดสามตอนแรกมันจะแคบนะ จะเป็นอัลบั้มอะคูสติกธรรมดา ซึ่งคล้าย ๆ กับว่าเป็น part time อะไรเงี้ย แต่ว่าพอทำไปทำมาเริ่มเป็นเรื่องใหญ่ ก็เลยเอาน่ะ เป็นอัลบั้มสามไปเลย

news : แล้วชื่อ Evo&Nova ได้มายังไง?
พี่บอส : พี่โจ้ครับ พี่โจ้เป็นคนคิด ชุดนี้จะแปลกครับ แปลกเลยเจ๊งเลย เพลงค่อนข้างแรงครับ มีอยู่เพลงหนึ่งชื่อเวลาครับ พี่สมเกียรติฟังเพลงนี้แล้ว บอกว่าเป็นเพลงที่แรงที่สุดในเบเกอรี่ตอนนั้นเลย แต่ความรู้สึกเราทำก็ไม่รู้สึกอะไรนะ

news : ฝากอะไรถึงแฟนเพลงไหมคะ
พี่บอส : ฝากที่บางครั้งมีข่าวลือเกี่ยวกับวงเราว่าแบบแตกวงอะไรเงี้ยเยอะ คือตัวพี่ไม่ค่อยได้ยิน แต่ว่าพวกเพื่อน ๆ บางคนเขาจะบอกมา บางครั้งก็จะบอกว่าทะเลาะกันในวงเงี้ย คงอาจจะเป็นเพราะว่าพี่โจ้ออกอัลบั้มเดี่ยว พี่นอ ก็ออกอัลบั้มเดี่ยว แล้วข่าวก็เงียบไปนานด้วย ก็คือมันแค่เป็นการแบบว่าพักวง เพื่อที่จะฟักอะไรใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามา ต่างคนต่างไปทำงานของตัวเอง

news : งั้นอัลบั้มต่อไปนี่ก็ต้องไม่เหมือนเดิมแน่นอน ต้องมีอะไรใหม่ ๆ แปลก ๆ แน่
พี่บอส : คิดว่าไม่เหมือนแน่ ๆ แต่ว่ามันจะเป็นรูปแบบไหนนี่ก็ยังไม่รู้ การทำงานของ PAUSE บางครั้งจะมาจากห้องซ้อม บางครั้งจะมาจากที่เราวาง concept ไว้แล้ว แต่ว่าลักษณะมันจะไม่แน่นอนนะ ตอบยากว่า PAUSE ชุดต่อไปจะออกมาในแนวทางไหนกันแน่ คือจะให้พี่บอกคนเดียวไม่ได้ ต้องให้สี่คนพูดเนี่ยมันจะง่ายกว่า มันจะตรงกว่า

news : แต่ว่าตอนนี้ก็มีการคุยกันแล้วหรือเปล่า ?
พี่บอส : มันมีแน่ครับ แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่าจะไปอยู่กับบ้านไหน

news : แล้วไปเสนอค่ายไหนมาแล้วบ้าง ?
พี่บอส : ยังไม่ได้เสนอครับทำกันก่อน ก็เหมือนกับ PAUSE ชุดแรกครับ PAUSE ชุดแรกก็ต้องมีเพลงก่อนแล้วค่อยทำ

news : ชุดแรกที่ทำไปเสนอเบเกอรี่ หรือว่าเบเกอรี่เอางานมาให้เอง
พี่บอส : ชุดแรกมีสองอย่างคือ เอา demo ไปเสนอด้วย เอา demo ไปเสนอเบเกอรี่กับค่ายอื่น ขั้นที่สองคือหลังจากที่ส่ง demo ไปแล้วเรื่องก็หายเงียบไปตามปกติ ไม่มีอะไร แล้วต่อมาก็มีงานเกี่ยวกับพวก College Artist ที่เอาพวกนักดนตรีในมหาวิทยาลัย หรือพวกศิลปินแต่งเพลงในมหาวิทยาลัยเอามารวมกันแล้วก็เปิดคอนเสิร์ต เป็นของหนังสือบันเทิงคดีน่ะครับ งานนั้นพี่สุกี้เจ้าของเบเกอรี่ได้ไปดูพอดี เขาก็มีหลายวงที่ขึ้นไปเล่นในงานนั้น แต่ว่าพี่สุกี้เขาไปปิ๊งวงเราเข้า ก็เลยได้คุยกันแล้วก็เซ็นสัญญา พี่สุกี้เขาก็ไม่รู้เหมือนกันเพราะเขาก็ไม่เคยฟังdemo ที่เราส่งไป

news : อ้อ!!! ได้เซ็นสัญญากับเบเกอรี่จากงานนี้ ที่แรกนึกว่าจาก Coke Music Award
พี่บอส : อ้อ…ไม่ใช่ที่ Coke เจอกันเฉย ๆ คือว่าพี่เอ, พี่นอ เนี่ยเขาอยู่วงเดียวกันตอนประกวด Coke เป็นวง Folk Song แล้วก้อพี่โจ้ประกวดร้องเพลงคนเดียว ในปีเดียวกัน ตอนนั้นพี่ยังไม่เข้ามหาวิทยาลัย เขาก็รู้จักกันก่อนสามคนนั้น หลังจากประกวดเสร็จแล้วถัดไปประมาณ 2 ปี พี่ก็เข้ามหาวิทยาลัยปี 1ก็ได้มาเจอกันสามคน พี่เอ, พี่นอ พี่ เจอกันแล้วช่วงปิดเทอมก็มาทำเพลงด้วยกัน ตอนนั้นขาดนักร้อง พี่เอ, พี่นอ เขารู้จักพี่โจ้อยู่แล้ว เขาก็เลยไปชวนกันมาก็เลยเป็นสี่คน ตอนแรกที่รวมตัวกันเนี่ยคิดว่าจะเล่นแค่ในงานบันเทิงคดีเฉย ๆ แต่หลังจากนั้นไป ๆ มา ๆ ก็ยาวมาเรื่อย เพราะในบันเทิงคดีนี่เขาให้เล่นเพลงที่แต่งเอง เป็นเพลงของตัวเองด้วย ตอนนั้นรู้สึกว่ามีเพลงที่ว่างด้วย มีเพลงที่ไม่ได้ลงในอัลบั้มอีกเพลงหนึ่ง ชื่อเพลงเพื่อน

news : เยอะไหมเพลงที่แต่งแล้วไม่ได้เอาลง ทำไมล่ะ?
พี่บอส : ไม่กี่เพลงหรอกครับ สอง สามเพลง ที่ไม่ได้ลงก็เอามาคัดเลือกกันอีกที คือเมื่อก่อนเราจะเอา 10 ถึง 11เพลง แล้วมันเกินไปก็ต้องตัดออก ตัดออกเนี่ยอาจจะเก็บเอาไว้ในอัลบั้มต่อไป ที่แรกก็คิดว่าจะเอาเพลงนั้นมาไว้ในอัลบั้มที่สอง แต่ว่า concept มันเปลี่ยนไปเรื่อยน่ะครับ

และแล้วเราก็ต้องมาถึงตอนจบของการสัมภาษณ์ครั้งนี้ เพราะถึงคิวพี่นอเล่นเบสกับวงทีโบนแล้ว เราได้เก็บภาพมาฝากเล็กน้อย นำมาแปะให้แล้วฮับ


Last Updated: 1 กันยายน 2544 5:38:24
Maintained by: pausemania